หลายอาทิตย์ก่อนโดนพาไปดู District 9 ด้วยความที่คนพาไปชอบมากถึงกับออกปากว่า นี่เป็นหนังเอเลี่ยนที่ดีที่สุด แล้วเธอจะลืม Alien ไปเลย เมื่อไปชมแล้ว ต้องบอกว่าไม่เห็นด้วย ก็นี่มันไม่ใช่หนังเอเลี่ยน มันหนังการเมืองชัดๆ! เมื่อมองกันตรงๆแล้ว District 9 ไม่ใช่หนังเอเลี่ยนหรือสัตว์ประหลาดต่างดาว มันคือหนังที่วิพากษ์การเมืองและสังคม โดยผ่านตัวละครกลุ่มใหม่นั้นคือ เอเลี่ยน (แม้เจ้า คิดได้อย่างไร)

ตัวเนื้อเรื่องใช้การเล่าเรื่องแบบกึ่งสารคดี รูปแบบของหนังสารคดีคือ มีภาพข่าว (ในลักษณะเหมือนของจริง) ฟุตเตจจากการสัมภาษณ์(Talking Head) ภาพจากกล้องวงจรปิด หรือ VTR เราสามารถพบไ้ด้ในหนังเรื่องนี้สลับกับการดำเนินเรื่องแบบภาพยนตร์ จริงๆแล้วจะว่ากึ่งสารคดีก็ไม่ถูกนัก เพราะว่าส่วนที่เป็นสารคดี (ที่ควรจะเป็นเรื่องจริง) มันเป็นเรื่องปลอมทั้งเพนั่นนะซี ทำนองเดียวกับ The Blair Witch Project นั่นแล คือเป็น Mocumentary หรือสารคดีเรื่องปลอมๆที่ทำให้ดูคล้ายเรื่องจริง  ด้วยเทคนิคแบบนี้ที่จะสามารถทำให้คนดูเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง (อย่างน้อยก็ตอนดูหนัง) ว่ามันดูจริงมาก ว่าด้วยเรื่องราวของ เอเลี่ยนพลัดถิ่น ที่ดันตกที่นั่งลำบากมาที่แอฟริกาใต้ จนกลายเป็นพลเมืองชั้นล่างที่อาศัยอยู่ในดินแดนที่ถูกกั้นขวางโดยเฉพาะ นามว่า District 9 เรื่องราวเริ่มต้นตอนที่ มีการจัดตั้งหน่วยงานเพื่อจะขับไล่และจัดการกับเอเลี่ยนใน District 9โดยอพยพไปอยู่ที่อื่น นำโดย วีคัส แวน เดอร์เมอร์เว หัวหน้าหน่วย เนิร์ดหน้าที่และปฏิบัติต่อเอเลี่ยนดังผู้ที่ต่ำต้อยกว่า ซึ่ง แวน คงไม่อาจเข้าใจเรื่องของความเป็นมนุษย์ เรื่องของมิตรภาพระหว่างคนกับเอเลี่ยน เลย หากเขาไม่บังเอิญติดเชื้อและจะกลายพันธ์เป็นเอเลี่ยน

สำหรับฉันมองว่า District 9 เปี่ยมไปด้วยแนวคิดของ Third Cinema ที่ชี้ให้เห็นความอยุติธรรมในสังคมหนึ่งๆ และการต่อสู้เพื่อให้ได้มาเพื่อการเปลี่ยนแปลง ซึ่งว่ากันด้วยการต่อสู้ทางการเมือง ของ 2 ชนชั้น ตัวอย่่างเช่น คนขาว(อยู่เหนือกว่า มีการศึกษามากกว่า) กับ คนดำ(มองว่าด้อยการศึกษาและอาศัยอยู่ในสลัม) , ผู้ที่อยู่ในอำนาจ กับผู้ใต้อำนาจ หรือ รัฐบาลกับพลเมืองตาใส แต่ในเรื่อง District 9 พิเศษกว่าที่กล่าวมามากเพราะมีถึง 3 กลุ่มชนชั้น คือ คนขาว ซึ่งเป็นกลุ่มชนชั้นปกครอง มีการศึกษา อยู่เหนือกว่าชาวพื้นเมืองกลุ่มที่สอง คือ ชาวไนจีเรียน (ถ้าจำไม่ิผิด) ซึ่งเป็นคนดำ อยู่ในฐานะที่ต่ำกว่า บางส่วนอาศัยอยู่ใน District 9 ร่วมกับเอเลี่ยนด้วย และกลุ่มที่สามคือ เอเลี่ยน ซึ่งเป็นชนชั้นล่างสุด ถูกปฎิบัติราวกับสัตว์ก็ไม่ปาน ได้รับการเรียกว่า กุ้ง เพราะเอเลี่ยนดำเนินชีวิตด้วยการหาของกินจากขยะ หรือแม้แต่มีอาหารโปรดอย่างอาหารแมว

ในเรื่องเอเีลี่ยนอยู่ในกลุ่มล่างสุด แม้ว่าในหนังหลายๆเรื่องเอเลี่ยนดูจะเป็นผู้มีอารยธรรมสูงกว่ามนุษย์ แต่เอเลี่ยนเรื่องนี้โดนทั้งการถูกดูหมิ่น ขายของให้แบบแพงหูฉี่ ตัดชิ้นส่วนร่างกายมากิน ล้อเล่นเห็นเอเลี่ยนเป็นเรื่องน่าขำจากกลุ่มคนดำ หรือแม้แต่ถูกจับเอาไปทดลองโดยคนขาว (มนุษย์พยายามหาวิธีใช้อาวุธของเอเลี่ยน เพราะมันทำงานกับดีเอ็นเอแบบเอเลี่ยนเท่านั้น) ไม่แปลกที่เอเลี่ยนพยายามจะกลับดาวตัวเอง แต่ดันถูกทำเสียแผนโดย วีคัส การต่อสู้ดูจะหมดหนทาง จนกระทั่ง วีคัสเจ้าปัญหาพบว่าตัวเองกำลังกลายพันธุ์เป็นเอเลี่ี่ยนโดยการได้รับสารบางอย่าง เรื่องราวก็ดูเหมือนเริ่มกลับตะละปัด

เมื่อนั้น วีคัส (ตัวเอกของเรา) กลายเป็นที่ต้องการของมนุษย์อย่างยิ่งยวด เขาโดนจับไปทดลองอาวุธเอเลี่ยน แล้วปรากฏว่าใช้งานมันได้ เพราะแขนข้างหนึ่งเขากลายสภาพแล้ว โอ้ วีคัสผู้บัดนี้จะเป็นเอเลี่ยนก็มิใช่มนุษย์ก็มิเชิง โดนมนุษย์(คนขาว) จับมาทดลองแบบไร้ความปราณี ราวกับว่ามิเห็นความเป็นมนุษย์หลงเหลืออยู่แล้ว ทั้งที่ วีคัสเคยมีบทบาทเป็นถึงหัวหน้าแท้ๆ เห็นได้ชัดว่า บทบาทถูกเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง บ่งชี้โดยสภาพกาล (ร่างกาย) จนท้ายสุดเกือบจะถูกแยกร่าง โดยพ่อตาของเขาเอง โชคดีที่พระเอกของเราหนีลี้รอดมาได้ ถึงอย่างนั้น เขาเองรู้ดีว่า ที่เดียวที่เขาจะไปได้ ที่ๆเดียวสำหรับคนสภาพแบบเขาคือ District 9

โชคดีหรือร้ายไม่รู้เมื่อเขาไปที่ District 9 แล้วก็ได้ไปพบกับ คริสโตเฟอร์ เอเลี่ยนลูกติด ผู้ซึ่งเป็นพ่อที่ดีและมิตรผู้ช่วยเหลือในเวลาต่อมา น่าขำที่ในเวลาไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ วีคัส แสดงศักดาความเป็นมนุษย์ด้วยการขู่กรรโชกให้คริสโตเฟอร์เซ็นต์เอกสารเพื่อย้ายถิ่นฐาน ไม่อย่างนั้นเขาจะเอาลูกของคริสโตเฟอร์ไป ตอนนี้บทบาทถูกเปลี่ยน วีคัสเป็นฝ่ายต้องขอความช่วยเหลือเมื่อรู้ว่า คริสโตเฟอร์ มีวิธีทำให้เขาเป็นมนุษย์เหมือนเดิมได้ แต่ทั้งสองต้องบุกไปเอาสารบางอย่างที่สำนักงาน ส.น.ส. ตรงนี้จะเห็นว่า คริสโตเฟอร์ใจกว้างพอ ที่จะช่วยมนุษย์ชั่วๆ แบบ วีคัส

วีคัสผู้ตกอยูในสภาพราวกับเป็นจัณฑาลสองสายเลือด คือ มนุษย์และเอเลี่ยน ตกที่นั่งลำบากอย่างยิ่งยวด มนุษย์ไม่ต้องการเขา หรือแม้แต่คนดำ (ชนชั้นสอง) ก็ัยังปฎิบัติกับวีคัสด้วยสายตาไร้ความเมตตา ถึงขนาดจะตัดแขนเอามากิน วีคัสแม้จะเป็นเอเลี่ยนเพียงเสี้ยวเดียว ก็ถูกมองเหมือนหมดความเป็นมนุษย์เสียแล้ว แม้วีคัสจะเคยมีสภาพเป็นพลเมืองชั้นหนึ่งก็ตาม แต่การที่เขาต้องกลายมาเป็นกึ่งคนกึ่งเอเลี่ยน หรือสภาพจัณฑาล ก็ทำให้เขาตกอยู่ล่างสุดในสารระบบ วีคัสแสดงความเป็นมนุษย์เห็นแก่ตัวตอนที่ตัวเองอยากจะขับยานเพื่อหนีไปขึ้นยานเพื่อรักษาตัว  แต่อย่างน้อยวีคัสก็ยังพอมีด้านดี (ด้านดีอาจเป็นด้านเอเลี่ยนก็ได้) ที่ยอมมาช่วยคริสโตเฟอร์  โดยเอาชีวิตตัวเองเข้ามาเสี่ยง

ความดีของเรื่องนี้คือ การแสดงให้เห็นมิตรภาพของคนกับเอเลี่ยนที่ก่อกำเนิดจากสภาพเหตุการณ์บังคับ นำมาซึ่งความเห็นอกเห็นใจกัน แก่นนี้อาจดูไ่ม่แปลกเพราะเห็นมานักต่อนัก แต่เห็นครั้งแรก ระหว่างคนกับเอเลี่ยนก็เรื่องนี้แหละ

            เมื่อดูจบเรื่องอย่างหนึ่งที่แวบขึ้นมาในหัวเราคือ ความแตกต่างของมนุษย์กับเอเลี่ยน (ที่เราเรียกเขาว่า สัตว์) มนุษย์ผู้อยู่สูงสุดกลับเป็นกลุ่มที่มีจิตใจต่ำช้าที่สุด เห็นแก่ตัว หลงในอำนาจ เห็นได้จากการที่ วีคัส ผู้ซึ่ง(ยังคง)มีสภาพเป็นมนุษย์อยู่กึ่งหนึ่ง ถูกมนุษย์ด้วยกันปฎิบัติต่อเยี่ยงเอเลี่ยน นั้นแสดงให้เห็นถึงความมืดบอดของจิตใจอันเห็นแก่ตัว  ผลประโยชน์ต้องมาก่อน เช่น ต้องแยกร่าง วีคัส เพื่อเอาไปทดลอง เพื่อเอาที่จะสามารถใช้อาวุธได้-àเพื่อก่อสงคราม-นำมาซึ่งผลประโยชน์และการเข่นฆ่าเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง  ส่วนเอเลี่ยนอย่างคริสโตเฟอร์ มีความหวังที่จะได้ช่วยพวกพ้องให้พ้นจากสภาพอันน่าสมเพชอย่างที่เป็นอยู่แม้ว่าต้องพยายามเป็นแรมปี เป็นต้นว่า แม้แต่เอเลี่ยนยังจิตใจสูงกว่ามนุษย์ในเรื่องนี้

            ที่แท้ความดีหรือความชั่วมันก็อยู่ที่มายาคติสิ่งที่เรานึกคิดเอง ไอที่ว่าหน้าตาดีๆ การศึกษางามๆ มันอาจไม่ได้ดีไปกว่า คนธรรมดาอย่างเราๆ จิตใจสูงมันมิได้พกผันตามการศึกษาหน้าตาสังคมไปเสียทุกกรณีหากแต่ ดูกันที่แก่นของจิต ว่าความเห็นแก่ตนมันเกาะกินจิตใจแค่เพียงไหน หากมีมาก ก็คงอยากได้มาก เป็นไปเสียอย่างนั้นแหละ

 

คุยกับ filmsymdrome : บทความนี้อ่านแล้วทะแม่่งๆนิดหน่อย  อาจจะออกทะเลไปบ้าง คงต้องขออภัย เพราะเขียนไม่ต่อกันหลายวัน ด้วยความที่ไม่มีเวลา แต่เห็นว่า มันต้องขึ้นแล้ว เพราะเขียนต่อไม่ออก หรือหมกไว้ ก็คงไม่ได้มีใครได้อ่านกันพอดี เดี๋ยวจะโดนคุณ soundsyndrome เขาค้อนเอา สัญญากันไว้ดิบดีว่าจะขึ้น เอาเป็นว่าจะพยายามเขียนบ่อยๆแล้วกัน ^^

 

edit @ 2 Nov 2009 11:53:08 by filmsyndrome*

Lars and the real girl : ผมรักตุ๊กตา

posted on 10 Aug 2009 09:25 by filmsyndrome  in indie-film

            

 

            ได้มีโอกาสหาหนังเรื่องนี้มาดู ด้วยความที่ว่าพล็อตเรื่องดูน่าสนใจเหลือเกิน มันคือเรื่องราวของ ลาห์หนุ่มผู้อาศัยอยู่ในเมืองหนาวเล็กๆแห่งหนึ่ง ด้วยวัย 27 ปี เขามีปัญหาด้านการเข้าสังคมกับผู้อื่น วันหนึ่งเขาตกหลุมรักกับตุ๊กตายางที่สั่งจากอินเตอร์เน็ต แน่นอนว่า ฟังแล้วอาจคิดว่าเป็นหนังสัปดน ตลกคอมมิดี้หรือเปล่า เปล่าเลยมันกลับละมุนละไมอุ่นไปด้วยความรัก

            บิอังก้า คือผู้หญิงที่ลาห์หลงรัก แต่เธอเป็นตุ๊กตายาง ในบางคราวเรามักลืมไปชั่วขณะว่าเธอเป็นตุ๊กตา เพราะหนังทำให้เราเห็นว่า เธอเป็นเหมือนสมาชิกคนหนึ่งในสังคม มีความสำคัญต่อเรื่องๆนี้ อดคิดไม่ได้ว่าเธอก็มีชีวิตเหมือนกัน เพราะในสังคมเล็กๆที่ลาห์อยู่ ต่างต้อนรับบิอังก้าเป็นอย่างดี มันเป็นเรื่องแปลก ที่คนในสังคมจะยอมรับ ผู้ชายคนหนึ่งที่แนะนำตุ๊กตายางว่าเป็นคนรักของเขา แต่ทั้งหมดทั้งมวลแล้ว เพราะพวกเขารักลาห์ต่างหาก เมื่อบิอังก้าเป็นคนที่ลาห์รัก บิอังก้าก็เป็นหนึ่งเดียวกับสังคมเช่นกัน

            พฤติกรรมของลาห์แล้วแม้ดูน่าหัวเราะ แต่แท้จริงแฝงความผิดปกติทางจิตไว้ ลาห์มีภาพหลอน(Illusion)หรือจิตหลอนว่า บิอังก้ามีชีวิต เขาพูดคุย หยอกล้อ ดูแล หรือแม้แต่ทะเลาะกับเธอ เหมือนกับว่าบิอังก้าสามารถโต้ตอบกับเขาได้ เอาเข้าจริงแล้ว ถ้าถามว่า พูดคุยกับตุ๊กตาแปลกไหม จริงๆแล้วไม่แปลก เพราะเหมือนกันเวลาเราคุยกับหมากับแมวที่เราเลี้ยง หรือแม้แต่ตุ๊กตา (แน่นอนเราไม่หวังให้มันตอบ) แต่มันเป็นทางเลือกหนึ่งแห่งการระบายอารมณ์ ทำให้เราหายเหงา ได้พูดคุยสื่อสารยามที่เราไม่สามารถสื่อสารกับใคร มันไม่สามารถเดินหนีเราไป ทำหน้าบึ้งเมื่อไม่พอใจ หรือเลือกที่จะไม่ฟังเราได้ มันเป็นผู้ยอมรับฟังโดยดุษฎี ที่กล่าวมานี่เอง คงเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ ลาห์ผู้ไม่สามารถมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้อื่นได้ หรือแม้แต่โดนตัวผู้อื่น สามารถอยู่ใกล้ๆบิอังก้าได้ สิ่งต่างๆที่ทำให้ลาห์มีความรู้สึกแบบนี้ เพราะแม่ของเขาเสียชีวิตแต่เด็ก พี่ชายทิ้งไปอยู่ที่อื่นทำให้เขาต้องอยู่กับพ่อผู้โศกเศร้า แม้เราไม่สามารถแน่ใจได้ว่า ชีวิตวัยเด็กของลาห์เป็นเช่นไร แต่เขาคงไม่ได้เข้าสังคม มีเพื่อนสนิท หรือแม้แต่มีแฟน รอบตัวของลาห์จึงเหมือนมีกำแพงกั้นที่แม้แต่พี่ชายของเขาก็เข้าไม่ถึง

            บิอังก้า จึงเป็นเหมือนตัวประสาน ลาห์ใช้การสื่อสารพูดคุยกับบิอังก้า ทำให้เขาไม่ต้องอยู่กับตัวเองจนเกินไป บิอังก้าทำให้เขามีความสุข ช่วยรักษาเขาทีละน้อยจากอาการที่เป็นอยู่ เป็นตัวเชื่อมระหว่างลาห์กับคนในสังคม ที่น่ารักคือคนอื่นๆในสังคมก็ให้ความร่วมมือเต็มที่ ปฎิบัติต่อบิอังก้าเหมือนผู้หญิงคนหนึ่ง และเธอก็เป็นที่รักของคนในสังคมด้วย เวลาที่บิอังก้าป่วย (ลาห์คิดว่าป่วย) แท้จริงแล้วการที่บิอังก้าถูกพาไปหาหมอ ก็คือการที่ลาห์ได้ไปหาหมอโดยไม่รู้ตัวในระหว่างที่รอบิอังก้า เขาได้พูดคุยกับหมอ เข้าใจตัวเองมากขึ้น ปมในจิตใจค่อยๆคลายไปทีละน้อย

 การที่ลาห์ได้มีความสัมพันธ์กับบิอังก้า (เหมือนเป็นแฟนกัน) ทำให้ลาห์ได้เข้าสังคมมากขึ้น จนในวันหนึ่งที่ลาห์ค้นพบว่า ตนเองสามารถกล้าคุยกับคนอื่นได้ รวมถึงเพื่อนร่วมงานหญิงที่รู้จักกัน แต่การที่เขาไม่ต้องการจะนอกใจบิอังก้า ทำให้เขาเกิดความขัดแย้งขึ้นในจิตใจตัวเอง ซึ่งท้ายสุดแล้วบิอังก้าที่จิตของลาห์ได้สร้างขึ้น ได้ถูกกลไกของจิตจัดการออกไป ไม่เลย ลาห์ไม่ได้ใจร้าย ทุกสิ่งเป็นไปตามกลไกของมัน ลาห์ตัดสินใจให้บิอังก้าตาย (จากอาการป่วยของเธอ) ในบ่ายไม่มีแดดวันหนึ่ง ที่พวกเขาไปนั่งปิกนิกริมแม่น้ำกัน เมื่อบิอังก้าตาย ก็เป็นจุดจบของความสัมพันธ์นี้ ต้องขอบคุณบิอังก้าที่ทำนหน้าที่เหมือนเรือข้ามฝาก ให้ลาห์ผ่านกำแพงจนสามารถมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงจริงๆได้เสียที

เมื่อบิอังก้าจากไป ทุกคนต่างเศร้าโศก รวมถึงลาห์ แต่สำหรับเขาแล้วการจากไปของบิอังก้า กลายเป็นจุดเริ่มต้นหลายอย่างในชีวิตของเขา ที่หลายต่อหลายอย่างจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป


Filmsyndrome ทิ้งท้าย : นี่เป็นหนังที่ฉันรู้สึกว่ามันน่ารักมากที่เดียว เพราะบางทีตอนดูก็ทำให้ได้ยิ้ม ในท่าทางแปลกๆที่คนพยายามจะยอมรับตุ๊กตาในสังคมเล็กๆของพวกเขาให้ได้ รวมๆแล้วเป็นหนังน่ารัก เป็น
coming of age วัยผู้ใหญ่ที่ทำได้ดีมากเลยทีเดียว รับรองไม่ผิดหวังค่ะ


edit @ 10 Aug 2009 09:30:39 by filmsyndrome*

(มีการเปิดเผยเนื้อเรื่องเล็กน้อย)

ได้รับคำกล่าวขานกันมาจากหลายคน ถึงความไพเราะของ soundtrack จากเรื่องนี้ ซึ่งฟังแล้วก็ไม่ผิดหวัง แล้วก็ตัวเนื้อเพลงก็สามารถบอกเล่าเรื่องราว ความรู้สึกนึกคิดของตัวละครได้อย่างดีทีเดียวเชียว

Once เป็นเรื่องของคนสองคนที่บังเอิญได้มาพบกัน โดยมีดนตรีช่วยเชื่อมความสัมพันธ์เล็กๆของพวกเขา พวกเขาไม่มีชื่อเรียก แต่ขอเรียกว่า เขาและเธอ เราอาจไม่รู้จักเขามากนัก แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันของเขาและเธอ คือ ความรัก ที่ยังอยู่ในใจของเหล่าคนห่างไกลที่พวกเขารัก ซึ่งความรักที่ยังค้างใจ ก็เป็นเหมือนแรงผลัก และเป็นที่มาของเพลงเพราะๆ ซึ่งจะว่าไป แต่ละเพลงมีความหมายมาก แทนที่จะเราจะได้ทราบพื้นเพของตัวละครจากการเล่าเรื่องแบบหนังเรื่องอื่นๆ มันกลับมาผ่านเพลง ที่ไม่ได้เล่าเรื่อง แต่เล่าความรู้สึกของเขาและเธอ เป็นเหตุการณ์ที่อาจเกิดกับใครก็ได้บนโลกนี้

เขามีคนที่รักมาก  ผู้ซึ่งเป็นต้นตอของเพลงทั้งหลายที่เขาแต่งขึ้นมา และอาจจะไม่ต้องพูดสักคำเลยว่า รักมากขนาดไหน

เธอ มีภาระครอบครัว และลูกสาวเล็กๆที่ต้องดูแล และสามีที่อยู่ห่าง

ความใกล้ชิดของทั้งสองคนเป็นเพียงแค่การเล่นดนตรี แต่เราจะมองเห็นและได้ยินบางอย่างในนั้น ตอนที่เขาเล่นกีต้าร์และเธอบรรเลงเพลงด้วยเปียโน แค่เรามองปราดเดียวก็รู้ได้เลยว่า เขาและเธอ รู้สึกดีๆ  ต่อกัน (รวมถึงเป็นแรงผลักดันให้เขา กล้าที่จะไปหาคนรักเก่าด้วย) แบบมองตาก็รู้ใจ แต่พูดไม่ได้ ด้วยหลายสิ่ง ชีวิตรวมๆภาระหน้าที่ เป็นความรักแบบคนที่โตๆกันแล้ว ที่ไม่ได้มีแรงขับด้วย sex หรือความใคร่  แต่เป็นความรู้สึกแบบละมุนละไม มีดนตรีคลอ แบบที่ทำให้เรานิ่งฟัง เป็นความรักที่ท่วมท้นแต่ไม่ถาโถมรุนแรง

เธออาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เขา ไปหาคนรักเก่าที่ลอนดอน (อย่างน้อยฉันคิดอย่างนั้น) มันเหมือนเมื่อหัวใจเราถูกเติมเต็มด้วยอะไรบางอย่าง หลังจากที่หัวใจเราอยู่นิ่งมานาน เมื่อหัวใจอบอุ่น มันจะทำให้เรานึกถึงบางสิ่งที่มากกว่านั้น  คนที่เขาอยากกลับไปหา ความรักของเขาที่ให้เธอก็อาจเป็นเพียงหวังให้กันและกันมีความสุข 

คนรักเก่าของเขาอาจรอคอยเขาอยู่ที่ลอนดอนก็เป็นได้ เพียงแต่เขาไม่กล้าที่จะไปหาเธอก็เท่านั้นเอง ซึ่งดูให้ดีเป็นโครงสร้างเดียวกันกับความรักของเธอ ผู้ที่สามีอยู่อีกที่หนึ่ง หลังจากที่เขาตัดสินใจได้แล้วว่าจะไปลอนดอน ไปหาความรักและเสี่ยงโชคทางดนตรี สามีของเธอก็กำลังกลับมาเช่นกัน ชีวิตของทั้งคู่ต่างเหมือนกัน แต่ต่างกรรมต่างวาระ
 

เป็นหนึ่งเรื่องเล็กๆ ของคนเล็กๆสองคน ไม่เวอร์ ไม่หวือหวา ถ่ายแบบไม่ปรุงแต่งมากนัก (Handheldก็หลายฉาก) เป็นเรื่องที่ดูจริง จนทำให้คิดว่า วันหนึ่งเราอาจเคยเดินสวนกับ เขา หรือ เธอมาแล้วก็ได้ เหมือนว่าเรานั่งดูเรื่องราวของบางคนอยู่ ไม่ใช่หนังดูหนัง  ส่วนตัวติดนิดหนึ่ง ตรงที่เป็นเพลง เป็นส่วนน้ำหนักสำคัญค่อนข้างเยอะ (ไม่ได้คิดไว้ก่อนว่าจะเยอะขนาดนี้) แต่บังเอิญเพลงเพราะถูกใจ เลยพอรับได้ (ฮา) แต่จะว่าไปก็เหมือนหนังเพลงที่ไม่หวือหวาเรื่องหนึ่ง เพราะมันเล่าเรื่องด้วยเพลง เพียงแต่ตัวละครไม่ได้มาร้องเล่นเต้นแร้งเต้นกา แบบหนังเพลงเท่านั้นเอง แต่ว่าเพลงเพราะจริงๆนะ  อีกอย่างหนึ่ง เรื่องนี้ดูแล้วนึกถึง Before Sunrise ยังไงก็ไม่รู้ด้วยบรรยากาศ แสง เนื้อหาและความรู้สึกหล่ะมั้ง 

สำหรับเรื่อง once

เป็นอีกครั้ง ที่ความรักไม่ได้หมายความให้คนสองคนต้องอยู่ด้วยกัน เพียงได้แต่เก็บเอาความรู้สึกไว้ ความรักไม่ได้หวานตรึงใจ แต่มีค่าควรที่นึกถึง

ว่า ครั้งหนึ่งนั้นที่เรารักกัน

 

Filmsyndrome ทิ้งท้าย :  ตัวหนังเรียบง่าย เพลงเพราะ ไม่ได้ชอบมาก แต่ดูแล้วอิ่มใจระดับหนึ่ง

ป.ล.     ดูแล้วอยากลุกไปแต่งเพลงแบบสุดๆ+อย่าลืมบอกรักคนที่รักทุกวันเน้อ

ป.ล.2   ปล่อยที่นี่ให้ทิ้งร้างนานมากกก ไม่ยอมอัพบล็อกซะที แต่ไม่ได้ลืมนะจ้ะ

ฝากเพลงเพราะจากเรื่องไว้ให้ฟังเน้อ

 

edit @ 2 Jul 2009 10:14:11 by filmsyndrome*

edit @ 2 Jul 2009 10:14:57 by filmsyndrome*